More

    เกินเบอร์ ! | ส่อง 5 สุดยอดการถ่ายทำที่ “ไม่ใช้ CGI” ของโนแลน พร้อมเจาะประวัติเครื่องบินใน TENET ที่นี่ !

    เรื่องนี้ผมเขียนไปแล้วสนุกมากเลยครับ

    SourceAero In

    “ผมไม่ได้เป็นสายแอนตี้ CGI” คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ได้กล่าวไว้ แต่การกระทำของเขาบางอย่างในการถ่ายหนังนั้นมันบ่งบอก ตั้งแต่การถ่ายทำ “ฉากกลุ่มทหาร” ด้วย prop จริงแล้วมาเติม CGI ทีหลัง ใน Dunkirk และ ล่าสุดเจ้าตัวก็ยังไม่ได้เบื่อกับการถ่ายทำแบบนี้ จนลามไปถึง “ซาก” เครื่องบินที่เคยใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Boeing 747 ด้วย ใน Tenet!

    “ไอ้หนุ่มฟังนะ เราจะระเบิดเมืองนี้ให้หมด” (via: Screen Rant)

    สุดยอดการถ่ายทำชิ้นเอกของโนแลน

    อย่างที่เราเกริ่นไป ว่าโนแลนนั้นไม่ได้แอนตี้ CGI รวมไปถึงกล้องดิจิตอล (เขาเป็นคนที่นิยมถ่ายหนังด้วยกล้องฟิล์ม) แต่เขาจะพยายามพึ่งของพวกนี้ให้น้อยที่สุด และมันก็เป็นหนึ่งในที่มาที่ทำให้หนังของเขานั้นมีงบประมาณที่สูงลี่วตามคุณภาพด้วย โดยในวันนี้ เราจะมาฟังเรื่องน่าว้าวของเบื้องหลังการถ่ายทำบางฉากที่ “เน้นความสมจริง” กัน

    1. ฉากต่อสู้ใน “ทางเดินหมุน” ของ Inception

    ว่ากันว่า หนึ่งในรูปแบบการถ่ายทำที่เป็น guideline ให้กับโนแลน สำหรับการหาวิธีที่จะถ่ายฉากนี้ออกมา คือการที่หนังอย่าง Apollo 13 และเรื่องอื่น ๆ ที่เคยใช้วิธีในการถ่ายทำบนเครื่องบินและเปลี่ยนระดับเพดานบินเพื่อให้ถ่ายทำฉากที่นักแสดงนั้นอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักได้ แต่ปัญหาคือ โนแลนไม่ใช่แค่ต้องการให้พวกเขาลอยตัว แต่ให้หมุนตัวได้ด้วย!

    ต้องขอบคุณ 2001: Space Odyssey หนังในดวงใจของโนแลนเอง ที่ได้ให้แรงบันดาลใจในการถ่ายทำแบบเซตฉากที่หมุนได้เหมือนยานในหนังโปรด ประกอบกับการฝึกฝน 2 สัปดาห์ ถ่ายทำ 3 สัปดาห์ ของตัว โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ นักแสดงหลักในฉากนี้ และการตัดต่อฝีมือพระกาฬของ ลี สมิธ ทำให้ฉากที่สั้นไม่ถึงนาทีนั้นออกมามหัศจรรย์แบบนี้ได้

    2. ฉากปล้นเครื่องบินในตำนาน

    โอเค ถ้าคุณคิดว่าการระเบิดเครื่อง 747-200SF ใน Tenet บ้าบอเกินเบอร์แล้ว การที่ปล้นและทำลายเครื่อง Embraer EMB 110P1 Bandeirante ด้วยเครื่อง Lockhead C-130 ดูเป็นอะไรที่บ้ากว่าเยอะ ใน The Dark Knight Rise

    เครื่อง C-130 บินไล่ตาม 110P1 Bandeirante ที่กักตัว “เบน” ใน The Dark Knight Rises

    ถามว่ามันบ้ายังไง? ตรงที่ภายหลัง มีคนให้นักบินจริง ๆ มานั่งดูฉากนี้ในหนัง และอธิบายถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่งก็พบว่า มีช่องโหว่อยู่หลายจุดที่แม้แต่ผู้กำกับระดับอย่างโนแลนเองก็ยังเก็บงานไม่ละเอียดพอ แต่จุดที่สำคัญจริง ๆ ของการถ่ายฉากนี้ก็คือ…โนแลนพังเครื่อง 110P1 Bandeirante ทิ้ง จริง ๆ นะ

    3. เรามาทำดาวเคราะห์น้ำกันดีกว่า

    หลายคนอ่านแค่หัวข้ออาจจะตกใจรอแล้วว่า “เฮ้ย! ฉากนี้คลื่นยักษ์ที่เกิดนี่ของจริงเหรอ?” อันนั้นก็เกินไปครับ ส่วนนั้นใช้ CGI…แต่ฉากในการถ่ายทำส่วนของพื้น “ดาวเคราะห์มิลเลอร์” ที่มันเต็มไปด้วยผืนน้ำทั้งดวงดาว แถมมีคลื่นยักษ์อย่างที่บอกด้วย มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งโนแลนได้ใช้วิธีในการถ่ายทำ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ครับ

    อย่างไรก็ตาม เทคนิคในการถ่ายทำฉากที่ต้องใช้ผืนน้ำล้วน ๆ รวมไปถึงการที่ต้องจำลองระดับของ “น้ำทะเล” ก็ไม่ใช่ Interstellar ที่เปิดประสบการณ์ในส่วนนี้ เพราะฉากของ Titanic ในการที่ถ่ายทำตอนเรือแตกนั้น เจมส์ คาเมร่อน ก็ใช้วิธีในการถ่ายทำนักแสดงเอาจากสระน้ำขนาดยักษ์แทน ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการนำวิธีนี้ กลับมาใช้ในกองถ่าย Avatar 2 ด้วย

    4. เรามาสร้างโลกที่แห้งแล้งกันดีกว่า

    เช่นเดียวกันกับข้อข้างบน อย่าคิดว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน บ้าความสมจริงขนาดที่ปั้นเอาผงดินจริง ๆ มาสาดใส่หน้ากล้องเพื่อให้ฝุ่งผงของความแห้งแล้งในโลกของ Interstellar ดูสมจริงเชียวครับ เพราะอย่างแรกเลยคือ กล้องที่ใช้ถ่ายก็ไม่น่าจะรอด และอย่างที่สองคือ นักแสดงจะไม่ปลอดภัยแน่ ๆ ที่ต้องเจอกับฝุ่นดินแบบนั้น

    ดังนั้น ถ้าใครสังเกตดี ๆ จะพบว่า ดินในเรื่องนี้จะมีลักษณะที่เป็นผงละเอียดกว่าดินปกติและดูหยาบน้อยกว่า เพราะโนแลนได้ใช้ “วัตถุเจือปนอาหาร” (food addictive) แทน และวิธีการถ่ายทำก็คือ การใช้พัดลมขนาดใหญ่ในการเป่าผงพวกนี้ให้ปลิวนั่นเอง ทำให้ลักษณะทางกายภาพของมันถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็คงคิดว่าเป็นพายุทรายดี ๆ นี่เอง

    5. รถไฟที่วิ่งบนถนน…จริง ๆ เหรอ?

    “คุณกำลังรอรถไฟ…” นั่นคือประโยคที่มอล (มาริยง โกลติยาร์) ภรรยาของ โดมินิค คอบบ์ (ลิโอนาโด ดิคาร์ปริโอ) ได้กล่าวเอาไว้ แต่เชื่อเถอะครับว่า ไม่มีใครที่จะไปคิดรอรถไฟอยู่ริมถนนหรอกนอกจากคุณจะขึ้นตามสถานีย่อยอย่างบางเขนรึมักกะสันแบบนี้ ฉะนั้นแล้ว การถ่ายทำฉากรถไฟใน Inception ก็ไม่ได้ใช้รถไฟจริง ๆ เช่นกัน!

    นั่นก็เพราะ โนแลนและทีมงานนั้น ได้ใช้วิธีทำ prop ของตัวรถบรรทุกที่ต่อพ่วงยาว พร้อมทั้งติดตัว dozer ไว้หน้ารถไฟ (ปลอม) เพื่อความสมจริงและใช้ชนรถยนต์ประกอบฉาก (ที่เป็นรถยนต์จริง) ได้ตามแรงที่ควรจะเป็นด้วย ฉะนั้นแล้ว CGI ของฉากนี้ จึงมีแค่รอยล้อรถไฟที่มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพราะล้อรถมันจริง ๆ คือรถบรรทุกนั่นเอง


    เมื่อเห็นถึงระดับของความสมจริงในการถ่าย ที่อาศัยเทคนิคการถ่ายทำที่ยอดเยี่ยมของทีมงานมาหลายฉากจากหลายภาพยนตร์แล้ว จึงทำให้ในส่วนของ “การระเบิดเครื่องบิน 747” กลายเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของเทคนิคการถ่ายทำที่เน้นความสมจริงของโนแลนไปอีกฉากโดยปริยาย

    (via: Screen Rant)

    อย่างไรก็ตาม ที่มาที่ไปของเจ้าเครื่องบินตัวนี้ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ ซึ่งทาง uKNOW นั้น ก็ขออาสาเป็นเจ้าเแรกที่รวบรวมข้อมูลในส่วนนี้เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทย ให้แฟนหนังได้อ่านกันแบบเจาะลึกเลย จะมีอะไรบ้างนั้นไปชมกัน

    (via: LEKHANH Productions)

    ประวัติเครื่องบินผู้โชคร้ายแต่ได้ออกกล้อง

    ในข่าวที่เป็นบทสัมภาษณ์จากโนแลนนั้น เขาเล่าว่าเขาไปเจอบรรดาเครื่องบินหลายลำในแถบย่านวิคเตอร์วิลล ก่อนที่จะไปเลือกมาได้ลำนึง แต่จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนัก เพราะมันคือที่ตั้งของ Southern California Logistics ซึ่งมีรันเวย์สำหรับเครื่องบินในตัวอยู่แล้ว ที่สำคัญคือก่อนหน้า Tenet ก็มีหนังหลาย ๆ เรื่องที่เคยมาถ่ายแถวนี้

    (ภาพโดย: Business Insider)

    โดยในแถบนี้นั้น มันถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งใน “สุสานเครื่องบิน” ที่มีขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว และจริง ๆ มันถือว่าเป็นพื้นที่ของกองทัพอากาศด้วย แต่ถึงกระนั้น พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปิดสาธารณะ และมักมีคนชอบเอาเครื่องบินเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวเสมอ ปัจจุบันเครื่องบินที่ดังที่สุดของที่นี่ คืออดีตเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีเมกซิโกครับ

    ทีนี้มาที่ส่วนของเครื่องบินในหนังบ้าง ถ้าใครตาดีสังเกตทันจะเห็นได้ว่า ในตัวอย่างนั้น ตัวเครื่องนั้นมีรหัส “LN-WTJK” แปะอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่การเพนต์ตัวโค้ดเครื่องขึ้นใหม่ครับ แต่มันคือโค้ดเครื่องบินเดิมจริง ๆ ของ Boeing 747-200SF หรือเจาะจงกว่านั้นก็คือ 747-2L5B ที่ปลดระวางไปในปี 2009…11 ปีก่อนครับ

    LN-WTJK (เครื่องสีเงินตรงกลาง) ที่ถอดตัวเครื่องเจ็ทออกไปแล้ว แต่ได้มีการทำสีขึ้นใหม่บางส่วน (via: Flickriver)

    จากนั้นผมได้ทำการค้นหาข้อมูลต่อด้วยตัวเอง ก็พบว่าตัวเครื่องนี้นั้น เดิมทีผ่านการให้บริการโดยหลายสายการบินก่อนจะปลดระวาง โดยสารการบินแรกคือ Varig สายการบินบราซิลที่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว (ทำให้ข้อมูลที่ได้เป็นภาษาโปรตุกีส) ซึ่งเคยมีประวัติว่ามีเครื่อง 747-200 อยู่ในการบริการตั้งแต่ปี 1981 โดยใช้โค้ด “PP-VNA

    เครื่องเดิมของ LN-WTJK สมัยที่ให้บริการกับสายการบิน Varig ของบราซิล (ภาพโดย: MilborneOne via Wikipedia)

    ก่อนที่แหล่งข้อมูลนั้นจะอ้างต่อว่า เครื่องเคยไปให้บริการในสายการบิน Aerolíneas Argentinas สายการบินประจำชาติอาร์เจนติน่าอยู่พักนึง ตั้งแต่ปี 1993-1994 โดยอ้างจากโค้ดเครื่องที่ยังใช้ PP-VNA อยู่เหมือนเดิม แต่ผมพบว่า มีคนที่อ้างว่าสามารถบันทึกภาพเครื่อง สมัยให้บริการโดยสายการบินอาร์เจนติน่า ตั้งแต่ปี 1992 แล้ว

    โมเดลจำลองเครื่อง PP-VNA สมัยที่ใช้สีของ Aerolíneas Argentinas (ภาพโดย: PicClick UK)

    ภายหลังจากปี 1994 เครื่องได้กลับมาให้บริการกับ Varig ก่อนที่จะปลดระวางจากสายการบินในปี 1998 และก็ได้มีหลักฐานว่า ตัวเครื่องนั้นได้ถูกขายต่อให้กับสายการบินของฮ่องกงอย่าง Air Hong Kong ก่อนที่จะมีการปล่อยเครื่องออกจากสายการบินอีกในปี 2004 คราวนี้ไปอยู่ที่สายการบินประจำเกาะฮ่องกงที่ใหญ่กว่าอย่าง Cathay Pacific แทน

    เครื่องบินรุ่น 747-200SF ที่ได้ให้บริการในช่วงเดียวกันกับ LN-WTJK แต่ในภาพเป็นเครื่อง B-HMD (ภาพโดย: Konstantin von Wedelstaedt via Wikipedia)

    ก่อนที่ต่อมาในปี 2009 สายการบินนั้นจะทำการปลดระวางเครื่องบินรุ่น 747-200SF ทั้งหมด ออกจากสายการบิน และมันก็มีจุดจบที่วิคเตอร์วิลแห่งนี้ จนเกือบสิบปีให้หลัง มันมาเตะตาทีมงานโนแลนเข้า และเครื่องบินลำนี้ ต่อมาได้มีการทาสีที่แปลกจากเครื่องทั่วไปเป็นลายของ “Norskfreight” สายการบินที่ไม่มีอยู่จริง คาดว่าเพื่อใช้ถ่ายหนัง

    ด้านหลังของ Norskfreight Boeing 747-2L5B(SF) LN-WTJK ซึ่งมีร่องรอยของโลโก้ Cathay ตรงแพนท้าย (ภาพโดย: Planespotters)

    และในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ ที่ถ่ายภาพของเครื่องบินลำนี้ไว้ได้ ในขณะที่ยังทำการถ่ายทำหนังอยู่ ซึ่งมันจะขัดกับฉากที่เราเห็นในตัวอย่างว่าเป็นกลางคืนเพราะภาพที่เห็นในทวิตเตอร์ (ด้านล่าง) ยังเป็นช่วงเวลากลางวัน แต่ที่ชัดเจนก็คือ แพนหางของเครื่อง ที่มีสัญลักษณ์ของ Norskfreight อยู่ครับ


    747 ในหนังเรื่องอื่น

    ทั้งนี้ โนแลนไม่ใช่คนที่เอาเครื่องรุ่น 747-200 มาใช้ในหนังเป็นคนแรก เพราะก่อนหน้านี้หนังระดับ “เจมส์ บอนด์” อย่างภาค Casino Royale ก็เคยเอาเครื่อง 747-200B มาใช้เป็นเครื่องบิน Skyfleet S570 ซึ่งได้มีการแต่งเติมในส่วนของเครื่องเจ็ทและตัวชั้นบนของเครื่องมาแล้ว โดยเป็นอดีตเครื่องบินโค้ด G-BDXJ ของสายการบิน British Airways

    Skyfleet S570 (ภาพโดย James Bond Wiki)

    และเอาเข้าจริงแล้ว หนังของโนแลนก่อนหน้านี้เองก็เคยมีฟุตเทจของเครื่อง 747 เหมือนกัน แต่เป็นเครื่องบิน 747-400 ซึ่งถูกถ่ายไว้เคยเป็นฟุตเทจตอนจอดอยู่เทียบท่าในสนามบิน และตอน เทค-ออฟ เท่านั้น ในเรื่อง “Inception” นั่นเอง

    747-400 เทค-ออฟ จากซิดนีย์ ไปยังลอสแองเจลิส ในเรื่อง Inception ปัจจุบันเส้นทางการบินนี้ไม่ได้มีอยู่ แต่ยังมีความพยายามจากสายการบิน Qantas ที่จะหาทางบินแบบไม่หยุดพัก (non-stop flight) อยู่หลังจากนี้

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเครื่องบินรุ่น 747-200 แทบไม่มีการใช้งานอยู่แล้วครับ จะมีที่เด่นสุดก็แค่เครื่อง “Air Force One” หรือเครื่องบินสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น ที่ยังใช้มาตั้งแต่ปี 1987 โดยเป็นเครื่องรุ่น VC-25A ที่พัฒนาจาก 747-200B และมีแผนจะแทนที่ด้วยเครื่องรุ่น VC-25B (747-8i) ในปี 2024 นี้ครับ

    President William Jefferson Clinton is aboard Air Force One (VC-25) after landing at Peterson Air Force Base, Colorado, with Pikes Peak in the background.

    หวังว่าจะถูกใจกับเกร็ดสาระจากหนัง Tenet ที่เอามาฝากกันนะครับ ปัจจุบันตัวหนังนั้นยังไม่ได้มีการประกาศเลื่อนฉายจาก 16 กรกฎาคมนี้แต่อย่างใด แม้ว่าจะมีการเอาวันที่ฉายออกจากตัวอย่างล่าสุดก็ตาม ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนหนังโนแลนก็ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ และอย่าลืมเข้าไปสมทบค่าเครื่องบินน้าแกด้วย (ฮา)

    สุดท้ายนี้ ก็อย่าลืมฝากกดไลก์กดแชร์ให้กับ uKNOW กันด้วยนะครับ และฝากผลงานเขียนของนักเขียนทุกท่านที่ตั้งใจจะเสิร์ฟประเด็นร้อนให้กับแฟน ๆ ได้อ่านกันด้วย ส่วนคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ต้องติดตามกันจ้า

    Nuttyctophilia
    ชอบเรื่องภูมิศาสตร์กับอ่านเกร็ดความรู้ทุกอย่าง นักเขียนไม่กี่คนในเมืองไทยที่ชอบต้นตีนเป็ด