• Game
  • Entertainment
More

    สรุปประเด็น Mixer ปิดตัว โผกอด Facebook Gaming เจาะรายละเอียดเชิงลึก (โหลดหนัก)

    ยาวมาก แต่อ่านเถิด

    หลังจากที่ใช้ความพยายามมากมายในการเข้าสู่ตลาดของสตรีมมิ่งเกม และได้ส่วนแบ่งตลาดคนดูไปราว ๆ 3-4% (ความจริงคือไม่เกิน 3%) ในที่สุด Mixer ก็ยอมแพ้ในเรื่องของการทำสตรีมมิ่งเกมแพลตฟอร์มเป็นที่เรียบร้อย โดยการประกาศปิดตัวมีผลในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้


    จุดจบในบริการไลฟ์สตรีมมิ่งเกม

    Mixer ประสบปัญหาในเรื่องของการเติบโตของชุมชนสตรีมเมอร์ และการต่อสู้เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดที่ได้จากจำนวนยอดผู้ชมที่มีอยู่ในบรรดาแพลตฟอร์มของสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ๆ โดยเฉพาะสองยักษ์อย่าง Twitch และ YouTube Gaming มาโดยตลอด

    บทความเมื่อมกราคมที่ผ่านมา: MIXER อาจถึงทางตัน? FACEBOOK โตขึ้น?!

    ซึ่งเรื่องนี้ ฟิล สเปนเซอร์ ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของ Microsoft gaming ได้ออกมายืนยันถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยปัจจัยหลัก ๆ อย่างแรกเลยก็คือ การเริ่มต้นที่ช้ากว่าเจ้าอื่น ๆ เพราะพวกเขาได้เริ่มทำเมื่อปี 2016 นี้เอง

    “เรานั้นได้เริ่มทำช้ากว่าเว็บอื่น ๆ จากในกรณีนี้ยอดผู้ชมรายเดือนของ Mixer ที่เทียบกับเจ้าใหญ่ ๆ”

    – ฟิล สเปนเซอร์

    ส่วนเรื่องที่ว่า Mixer จะไปไหนต่อ ที่สุดแล้วจะเป็นการ “ส่งผ่าน” ไปยังแพลตฟอร์มอีกเจ้าที่มีในส่วนแบ่งทางการตลาดในแง่ของผู้ชมที่ไม่ไกลกันอย่าง Facebook Gaming แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Mixer ก็ไม่ได้ระบุถึงการที่จะบังคับเหล่าสตรีมเมอร์ให้ต้องย้ายตามไปแต่อย่างใด

    “ผมคิดว่ากลุ่มชุมชนของ Mixer กำลังจะได้รับผลประโยชน์จากผู้ชมในวงกว้าง ที่ตัวของ Facebook ได้มีคุณสมบัติและความสามารถที่สามารถเข้าถึงในส่วนของเกมเมอร์ได้อย่างไร้ที่ติผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลของ Facebook”

    – ฟิล สเปนเซอร์
    via News Break

    แต่ถึงจะไม่มีรูปแบบของการผูกมัดให้ต้องย้ายค่ายตาม ทว่า Mixer เองก็มีข้อเสนอให้เหล่าพาร์ทเนอร์สตรีมย้ายตามไปด้วยการมีข่าวลือว่า พวกเขาจะเสนอเงินกว่า 2,500 ดอลล่าร์ให้กับพาร์ทเนอร์ที่ย้ายตามไปและอยู่ใน Facebook Gaming เป็นเวลา 90 วัน พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ให้ไว้

    ซึ่งเว็บและแอปของ Mixer จะได้มีการ “ย้ายค่าย” ไปยัง Facebook Gaming โดยอัตโนมัติ พร้อมด้วยสถานะของพาร์ทเนอร์กับเหล่าสตรีมเมอร์ทั้งหลายที่พอย้ายตามไปยังค่ายโซเชียลยักษ์ใหญ่ ก็จะได้สถานะพาร์ทเนอร์ด้วย โดยจะได้ในส่วนของขั้นพาร์ทเนอร์แบบ Level Up ไปเลย

    ส่วนผู้ชมที่ได้มีการสมัครสมาชิกไว้ หรือใช้ Mixer Pro จะได้รับ Xbox gift card เป็นการชดเชย


    เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ จากหน้าฉากเป็นหลังฉาก

    ทั้งนี้ สเปนเซอร์ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทาง Microsoft ได้ตัดสินใจที่จะปิดตัวแพลตฟอร์มของพวกเขาว่า

    “มันไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทนที่ได้รับ แต่มันเป็นเรื่องของการหาผู้สนับสนุน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มชุมชนและสตรีมเมอร์”

    – ฟิล สเปนเซอร์
    via Daily Tech

    เรื่องของผู้สนับสนุน แม้จะไม่มีการเปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลัง แต่คาดว่าน่าจะเป็นผลพวงจากการระบาดของ COVID-19 ด้วยส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีภาคส่วนธุรกิจไหนกล้าที่จะเจียดเงินมาสนับสนุนในตอนนี้

    และสาเหตุที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการทิ้ง Mixer ที่นอกจากจะเป็นเรื่องของ “สปอนเซอร์” แล้ว คือการที่ตัว Microsoft เองจะตัดสินใจเบนความสนใจไปที่การพัฒนาในส่วนของ xCloud ที่จะเป็นระบบการให้บริการแบบใหม่แทน ซึ่งจะมีการนำส่วนระบบนี้ไปช่วยเหลือในส่วนของ Facebook Gaming ต่อไป

    “เราคิดว่ามันจบแค่นั้น และได้ทำให้เราใช้โอกาสที่ดีนี้ในการพัฒนาตัว xCloud มากขึ้น และช่วยเสริมความสามารถต่าง ๆ ให้กับเหล่าเกมเมอร์ได้จากจุดนั้น”

    – ฟิล สเปนเซอร์
    ภาพโดย: Mixer blog

    และอีกประการหนึ่ง ก็คือการที่ Mixer นั้น ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ในเรื่องของการใช้งานของ xCloud ได้เพียงพอเมื่อวัดจาก “ผู้ใช้งาน” ด้วย

    “เมื่อเราคิดถึงระบบของ xCloud และโอกาสในการปลดล็อคในส่วนของเกมเพลย์ สำหรับเกมเมอร์กว่า 2 พันล้านคน เรารู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่การให้บริการของเราเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก และ Facebook ได้ให้โอกาสในจุดนี้แก่เราอย่างชัดเจน”

    – ฟิล สเปนเซอร์
    via Windows Central

    ทั้งนี้ ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าในตัวของ xCloud นั้น จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับเหล่าสตรีมมิ่งได้มากน้อยเพียงใด แต่ทางสเปนเซอร์นั้นมีความมั่นใจว่าจะได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนหลังจากนี้

    “ผมไม่คิดว่าเราจะต้องรอนาน ที่จะเห็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองบริษัท เพื่อเปิดใช้งานเทคโนโลยีนี้สำหรับผู้คนใน Facebook

    – ฟิล สเปนเซอร์

    อนาคตของเหล่าสตาร์ดัง

    แม้ว่าในส่วนของสตรีมที่เป็นพาร์ทเนอร์ Mixer ทุก ๆ คนจะได้รับ “แรงดึงดูด” ที่ดีในการที่จะย้ายถิ่นฐานไปยัง Facebook Gaming แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ นั้น มันเกิดขึ้นกับบรรดาสตรีมเมอร์ชื่อดังต่างหาก ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ ซึ่ง ณ ขณะนี้ ได้มีการยืนยันว่า พวกเขานั้น “มีอิสระในการตัดสินใจอนาคตตัวเอง”

    ล่าสุดมีข่าวลือที่เชื่อได้ว่า Facebook เตรียมที่จะ “ทบค่าตัวกว่าสองเท่า” ให้สำหรับ Shroud และ Ninja ในการย้ายตามไปยัง Facebook Gaming แต่ว่าสตาร์เหล่านี้ได้ “ปฏิเสธ”

    ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ว่า Ninja หรือ Richard Tyler Blevins จะฟันรายได้มากถึง 30 ล้านดอลล่าร์ฯ ส่วน Michael Grzesiek จะทำเงินได้มากกว่า 10 ล้านดอลล่าร์ฯ จากสัญญาที่ Facebook ได้พยายามดึงดูดล่อใจพวกเขา ที่ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจริง ๆ ว่า “เอา/ไม่เอา” แต่อย่างใด

    และภายหลังจากที่กระแสของ “ฟรีเอเจ้นท์” ของทั้งสองได้เผยออกไป ก็มีคนวิเคราะห์ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ด้วย ที่สองสตรีมเมอร์ จะรีเทิร์นกลับ Twitch และเหล่าเซเลปมากมาย ก็ได้ทวีตสนับสนุนการ “กลับบ้าน” ในครั้งนี้

    Ninja ได้เผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของตัวเองหลังจากที่ Mixer ได้ประกาศเรื่องนี้ โดยได้ระบุว่าการตัดสินใจจะ “คิดถึงพวกคุณ (กลุ่มคนดู) เช่นเดียวกับที่เคยทำ” ส่วน Shroud ยังคงนิ่งอยู่

    อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาถึงการเติบโตของกลุ่มชุมชนผู้ใช้งาน Twitch ที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ มันก็น่าขบคิดว่า ตอนนี้ “้บ้านเก่า” ของพวกเขาทั้งสอง ยังจำเป็นที่จะต้องมีพวกเขาอยู่จริงหรือ? เพราะชัดเจนว่าตั้งแต่เขาทั้งสองคนจากไปเกือบ 8 เดือนได้ ทางเว็บม่วงเองแม้จะไม่ได้เติบโตเท่าเก่า แต่ก็ไม่ได้สูญเสียอะไรหนักขนาดนั้น

    ด้วยการที่สังคมของ Twitch ในตอนนี้ เรื่องของ “เกม” นั้น เป็นประเด็นที่ดูจะไม่ใช่ topic ในการสตรีมที่สำคัญที่สุดแล้ว เพราะเริ่มที่จะเทน้ำหนักไปที่การครีเอทงานสตรีมรูปใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ผ่านทาง Just Chatting ซึ่งนั่นก็ทำให้สตรีมเมอร์เด่น ๆ ได้เลือกที่จะมาจับจองคนดูในหมวดนี้ เช่น Pokimane ที่กระแสไม่เคยตก

    และไหนจะกระแสข่าว ที่ตอนนี้ Twitch เตรียมก้าวข้ามไปอีกขั้น ในเรื่องของการนำเสนอการถ่ายทอดสดกีฬา ที่จะเป็นการ “ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกฟุตบอล” ในสหราชอาณาจักร แก่ผู้ใช้งาน Amazon ฟรี ๆ อีก ซึ่งแปลว่าตอนนี้ ทางเว็บม่วงได้มีขั้นบันไดต่อไปที่จะขยายกลุ่มคนดูตัวเองไว้บ้างแล้ว

    ประการสุดท้าย คือการที่ก่อนหน้านี้ Twitch เองก็เคย “กลั้นใจทุ่มเงิน” เพื่อรั้งตัว 3 สตาร์ดังของแพลตฟอร์มเอาไว้มาก่อนแล้ว ประกอบด้วย DrLupo, Timthetatman และ Lirik เป็นจำนวนเงินต่อคน “หลายล้านดอลล่าร์ฯ” เลย ฉะนั้นแล้วถ้าให้พวกเขาต้องทำเช่นนี้อีก จะเป็นการเสียเหลี่ยมทางธุรกิจเอาได้

    ย้อนอ่านที่: Twitch บ้าเลือดทุ่มเงินรั้งสตรีมเมอร์ดังเอาไว้หลังมีข่าวจะย้ายค่าย

    (จากซ้ายไปขวา) Ben “DrLupo” Lupo, Timothy “TimTheTatman” Betar, และ Saqib “Lirik”

    เพราะถ้าพิจารณาดูดี ๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19 ขึ้น Twitch ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางของการสตรีมมิ่งของเหล่าเซเลปจากวงการอื่น ที่ส่งผลให้ตัวของแพลตฟอร์มนั้นได้รับความนิยมขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เซร์จิโอ อเกวโร่ นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่มาสตรีมที่นี่ และได้ทำลายสถิติของเว็บหลายแขนงอย่างรวดเร็ว

    อ่านที่มาได้จาก: ส่องชีวิตสตรีมเมอร์ของ “กุน อเกวโร่” จากยอดดาวยิงสู่เกมเมอร์จอมหัวร้อน

    Twitch จะยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในส่วนของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเกมไปอีกระยะนึงอย่างแน่นอน แต่ในส่วนของกลยุทธ์ในการทำงานของพวกเขา ถ้าให้เจาะไปที่ส่วนการดึงดูดเหล่าสตรีมเมอร์เบอร์ดัง ณ ตอนนี้ ก็คิดว่าน่าจะไม่จำเป็นอะไรขนาดนั้นแล้ว แม้ว่า “มีเพิ่มกลับเข้ามา” ดีกว่า “ไม่เพิ่มเลย” จะเป็นเรื่องที่ดีก็ตาม


    ตาอยู่ที่ถูกลืม

    หลายคนอาจทักท้วงในส่วนของ YouTube Gaming ว่าเราอาจลืมพวกเขาไป แต่ทั้งนี้ มีเหตุผลที่จะทำให้เหล่าสตาร์กลุ่มนี้ไม่ย้ายไปยังค่ายแดง ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ตามนี้ครับ

    • YouTube Gaming ครั้งนึงเคยลงทุนในส่วนของการดึงสตาร์มาแล้วกับ Jack “CouRage” Dunlop ซึ่งปกติไม่ใช่วิสัยของพวกเขาที่จะรั้งใครไว้กับแพลตฟอร์ม มิเช่นนั้นทุกวันนี้ Tfue คงไม่มาสตรีมใน Twitch แน่ ๆ
    • ในขณะที่ทาง Microsoft เตรียมผันตัวไปเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสตรีมให้แก่ Facebook แทน ด้วยระบบ xCloud ทาง YouTube เองก็มี Stadia ที่พัฒนามาจากทาง Google ทั้งคู่ ในการเป็นแบ็คอัพ เช่นเดียวกับที่ Twitch ก็เตรียมให้ Amazon เสริมอาวุธในส่วนนี้ให้ และมันทำให้พวกเขาเหล่านี้ ต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก
    • สุดท้ายคือ YouTube ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดในแง่ของผู้ใช้งานที่เป็น “เบอร์สองตลอดกาล” อยู่ ซึ่งมันเป็นผลพวงจากการวางกลยุทธ์ของพวกเขามาอย่างยาวนาน ทำให้พวกเขาไม่น่าที่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นในการเร่งการเติบโตของ community

    ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดเหล่านี้ ทำให้ YouTube Gaming ไม่น่าที่จะใช้วิธีในการดึงสตาร์มาอยู่บนแพลตฟอร์ม ณ ตอนนี้แน่ ๆ


    ก้าวที่ผิดพลาด

    ย้อนกลับไปที่ในส่วนของการสิ้นสุดยุคของ Mixer ซึ่งได้เปิดตัวมาราว ๆ 4 ปีครึ่งแล้ว สาเหตุสำคัญที่นอกเหนือไปจากการอธิบายของ ฟิล สเปนเซอร์ และในส่วนการไร้ผู้สนับสนุนที่เกิดขึ้นมาสักพัก ก็คืออัตราการเติบโตของแพลตฟอร์มในแง่ของผู้ใช้งานและผู้เข้าชมสตรีมอย่างที่ได้ย้ำไป

    ซึ่งความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดในการชะงักการเติบโตของจุดนี้ ก็คือการที่ Mixer ไม่สามารถที่จะ “ตักตวง” ผู้เข้าใช้งานเพิ่มได้ กระทั่งในช่วงที่มีการกักตัวในการระบาดหนักของ COVID-19 ที่มีมาตั้งแต่ต้นปี (ดูข้อมูลเพิ่มด้านล่าง) ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงเมษายนของปี 2019 และปีนี้ ยอดผู้ชมคิดเป็นชั่วโมงนั้น แทบไม่ต่างกันเลย

    และอีกเหตุผลสำคัญ ที่ได้เคยกล่าวไปตั้งแต่ในบทความก่อน ก็คือ “การจัดการระบบสตรีมมิ่งให้ทั่วถึงและมีความสมดุลทั้งระบบ” ที่ไม่ใช่การเบนความสนใจเฉพาะสตาร์ดังเป็นหน้าเป็นตาแก่แพลตฟอร์มอย่างเดียว แต่ตัวของแพลตฟอร์มไม่ได้มีอะไรหรือพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้นเลย

    via PlayStation Universe

    ด้วยปัจจัยง่าย ๆ ที่ส่งผลต่อการเติบโตของ community ของ Mixer เอง ซึ่งทำให้พวกเขาต้องรั้งท้ายในการไล่ตามแพลตฟอร์มสตรีมเมอร์เจ้าอื่น และถอดใจไปเองกับการแข่งขันครั้งนี้ ท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งจุดจบของแพลตฟอร์ม และต้องไปรวมกับแพลตฟอร์มอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกันอย่าง Facebook Gaming แทน


    บทบาทใหม่ในหลังฉากกับ xCloud

    แม้ว่าในช่วงปลายปีก่อน Facebook Gaming จะมีความเคลื่อนไหวในการหาพันธมิตรกับบริการ cloud gaming ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็น PlayGiga หรือ Sanzaru แล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น กับการที่ “ตกลง ปลงใจ” ในการดึงระบบของ Mixer ตามมาใช้งานด้วย กับ xCloud

    อ่านเพิ่มเติม: Facebook เข้าซื้อทีมพัฒนา Sanzaru Games inc.

    และ Facebook ปิดดีลกับ PlayGiga ในราคา 2.3 พันล้านบาท

    และอะไรดึงดูดทาง Microsoft ให้เข้ามาช่วยเสริมบริการในส่วนของ cloud สำหรับ Facebook Gaming ให้ดีขึ้น? คำตอบมันก็อยู่ที่ “อัตราการเติบโตของผู้ใช้งานในแพลตฟอร์ม” นั่นแหละครับ ที่ตัวของเว็บน้ำเงินที่เรารู้จักกันดีนั้น มีแนวโน้มที่ดีมาตลอดตั้งแต่ปี 2018 แล้ว (ดูข้อมูลด้านล่างเพิ่มเติม)

    และประกอบจากการให้เหตุผลของสเปนเซอร์ในข้างต้นที่เหมือนเป็น “คำสารภาพ” กลาย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ เขานั้นค่อนข้างที่จะปลงตกกับเรื่องของผู้ใช้งานใน Mixer ที่ค่อนข้างนิ่ง และทำให้เห็นผลของการใช้งานเจ้าตัว xCloud นี้ได้น้อยเกินไป จึงทำให้ต้องหาใครสักคนที่จะมาช่วยเสริมในจุดนี้

    ด้วยยอดผู้ใช้งานที่พุ่งสูงถึง 2,600 ล้านคนภายในไม่กี่ปี นั่นจึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับการที่ทาง Microsoft จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริการสตรีมมิ่งเกมที่ “ไม่มีการพัฒนาระบบ cloud ของตัวเอง” และเน้นรูปแบบการใช้งานแบบ third party แทน ซึ่งมันจะให้ผลประโยชน์มหาศาลแก่ทางตัว xCloud และ Xbox เอง

    via Wccftech

    และมันอาจจะเป็นผลพลอยได้แก่ทาง Xbox Series X ที่กำลังจะออกเร็ว ๆ นี้ด้วย!!


    สู่ทางเลือกที่ดีกว่า

    และบทสรุปของเรื่องนี้ ที่คลายข้อสงสัยให้กับคุณผู้อ่านว่า “ทำไมต้อง Facebook Gaming” สำหรับบ้านหลังใหม่ของ Mixer คำตอบก็คือ…

    • บริการ cloud ของ Mixer เดิม อย่าง xCloud จะเข้าไปเติมเต็มให้กับ Facebook Gaming ที่ “มีไม่ระบบของตัวเอง” ได้ในทันที
    • ระหว่างแพลตฟอร์มของตัวเองที่มีการเติบโตแค่ 2% จาก 2017 กับอีกแพลตฟอร์มที่กำลังสร้างชุมชนของตัวเองแต่มีอัตราการเติบโตตั้งแต่พฤษภาคม 3 ปีที่แล้วกว่า 345%…

    เป็นคุณ คุณจะไม่รับ ไม่ทำได้หรือ? ก็ลองคิดตามเลยครับ


    จบลงไปแล้วนะครับกับสรุปมหากาพย์ของการอวสานของ Mixer และการรับช่วงต่อของ Facebook Gaming ซึ่งถ้าหลังจากนี้มีอะไรที่น่าสนใจอัพเดทขึ้นมา uKNOW จะนำเสนอให้ได้อ่านกันครับ ฉะนั้นอย่าลืมกดไลก์และกดแชร์ให้กับพวกเรากันด้วยครับ และเจอกันใหม่ในโอกาสหน้าครับ

    Stay Connected

    1,583FansLike
    0SubscribersSubscribe
    Nuttyctophilia
    ชอบเรื่องภูมิศาสตร์กับอ่านเกร็ดความรู้ทุกอย่าง นักเขียนไม่กี่คนในเมืองไทยที่ชอบต้นตีนเป็ด