More

    ส่องประวัติ แคเธอรีน จอห์นสัน และชีวิตใน NASA ที่ไม่เรียบง่ายใน “Hidden Figures”

    Per aspera ad astra...ฟันฝ่าอุปสรรค สู่ดวงดาว

    เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA ได้ประกาศข่าวที่น่าเศร้าว่า แคเธอรีน โกเบิล จอห์นสัน อดีตคณิตกรที่เป็นทีมคำนวณวงโคจรจรวดในสมัยการแข่งขันอวกาศช่วงทศวรรษ 1960 เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 101 ปี

    We're saddened by the passing of celebrated #HiddenFigures mathematician Katherine Johnson. Today, we celebrate her 101…

    โพสต์โดย NASA – National Aeronautics and Space Administration เมื่อ วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2020

    ประวัติของคุณจอห์นสัน เป็นที่น่าสนใจในหมู่นักประวัติศาสตร์และเรื่องราวอวกาศ เพราะเธอคือหนึ่งในผู้หญิงผิวสีคนแรก ๆ ของ NASA ที่ได้รับการยอมรับในองค์กร จนมีการรวมประวัติเขียนเป็นหนังสือชื่อ Hidden Figures ที่เขียนโดย มาร์กอต ลี แชตเตอร์ลีย์ ลูกสาวของอดีตเจ้าหน้าที่ในแลงลีย์ สถานที่เดียวกันกับที่คุณจอห์นสันเคยทำงาน และทำเป็นภาพยนตร์ในปีเดียวกันคือปี 2016 โดยได้ ทาราจี พี. เฮนสัน รับบทเป็นคุณจอห์นสัน

    ทาราจี พี. เฮนสัน รับบทเป็น แคเธอรีน จอห์นสัน, ออคโทเวีย สเปนเซอร์ รับบทเป็น โดโรธี วอห์น และ เจเนล มูเนย์ รับบทเป็น แมรี่ แจ็คสัน ซึ่งประวัติทั้งสามคนนั้นมีปรากฏในหนังสือ Hidden Figures

    ทางเพจ Uknow จึงถือโอกาสนี้ ในการย้อนกลับมาแนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่มีความสมจริงในการนำเสนอหลายส่วน และควรค่าแก่การรับชม ควบคู่ไปกับประวัติของ แคเธอรีน จอห์นสัน ในชีวิตจริงด้วย และหวังว่าเพื่อน ๆ จะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ทั้งในแง่ความบันเทิงและสาระข้อเท็จจริงครับ

    ได้โอกาสเพราะความสามารถ

    ในภาพยนตร์ Hidden Figures นั้น จะเปิดเรื่องขึ้นมา ด้วยการแสดงความสามารถของเด็กหญิง “แคเธอรีน โคลแมน” (นามสกุลดั้งเดิม) กับเรื่องของคณิตศาสตร์และการคำนวณ ที่ทำให้เธอได้รับโอกาสในการเรียนโรงเรียนไฮสคูลตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่ของคุณจอห์นสัน (นามสกุลหลังแต่งงานครั้งที่สอง) ถึงกับต้องย้ายบ้านไกลถึง 120 ไมล์ เพื่อให้คุณจอห์นสันนั้นได้เรียนโรงเรียนนั้นเลย

    คุณจอห์นสันนั้น ได้รับโอกาสในการเรียนที่แคมปัสของ West Virginia State College ที่มีหลักสูตรการเรียนระดับสูงตั้งแต่อายุเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เรียนจบด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปี และได้ศึกษาต่อใน HBCUs ซึ่งเธอเก่งถึงขนาดว่าครูที่นั่นต้องเพิ่มหลักสูตรให้เธอเรียนโดยเฉพาะเลย และเธอก็จบด้วยเกียรตินิยมระดับ “summa cum laude” ที่ถือว่าจบยากมาก ๆ ด้วยหลักสูตรคณิตศาสตร์และฝรั่งเศสในวัย 18 ปี

    “I counted the steps to the road, the steps up to church… anything that could be counted, I did.”As a girl, Katherine…

    โพสต์โดย NASA – National Aeronautics and Space Administration เมื่อ วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2020
    “ฉันนับทุกก้าวที่เดินบนถนน ทุกก้าวที่เดินไปที่โบสถ์ อะไรที่นับได้ฉันนับหมด” คือการปลูกฝังความคิดให้ตัวเองรักคณิตศาสตร์และตัวเลขแบบคุณจอห์นสัน

    คุณครูแคเธอรีน

    แน่นอนว่าความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์ และรูปแบบของการคำนวณที่ปราดเปรื่อง ทำให้คุณจอห์นสันนั้น ไม่ได้ประสบกับอุปสรรคในการทำงานหลังจากเรียนจบมากนัก แม้ยุคนั้นจะยังเป็นยุคที่กีดกันคนผิวดำอยู่ก็ตาม นั่นจึงทำให้แคเธอรีนนั้น จับงานคุณครูในโรงเรียนของคนผิวดำภายหลังจากที่เรียนจบแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ เพราะคุณแม่ของคุณจอห์นสันนั้น ก็เคยเป็นครูมาก่อนเหมือนกัน

    ไม่หยุดอยู่แค่นั้น จนได้เป็น “คนแรก”

    การเป็นคนแรกที่ได้ไปอวกาศว่ายิ่งใหญ่แล้ว การได้จบจาก West Virginia University มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนเฉพาะคนผิวสีแล้วว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน สำหรับชีวิตคุณจอห์นสัน ซึ่งที่ว่ามานั้น เกิดขึ้นหลังจากเธอแต่งงานครั้งแรกกับคุณ เจมส์ โกเบิล และมีลูกสาวแล้วด้วย จนท้ายที่สุด เธอก็ได้เข้าทำงานที่ National Advisory Committee for Aeronautics (NACA; ซึ่งเป็นชื่อเดิมของ NASA) ในปี 1953 ในที่สุด

    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ยืนยันได้ว่า คนแรกไม่สายเกินที่จะไขว้คว้าหาความฝันต่อ แม้จะมีครอบครัวแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สายที่จะทำตามความฝันของตัวเอง แต่อุปสรรคสำหรับคุณจอห์นสันยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณโกเบิลก็ได้เสียชีวิตลงในปี 1956 เพราะเนื้องอกในสมอง ทำให้คุณจอห์นสันต้องเลี้ยงดูลูกสาวสามคนเองแบบในภาพยนตร์

    3 ตัวละครเอก และมิตรภาพในชีวิตจริง

    อาจเป็นเรื่องที่ทำให้แฟนหนังนั้นต้องตกใจไม่น้อย เพราะในความเป็นจริงแล้ว พวกเธอทั้งสามคนนั้นไม่ได้สนิทกัน กระทั่งขับรถไปด้วยกันหรือมีความใกล้ชิดกันแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์หรอกครับ แต่ ในชีวิตของคุณจอห์นสันนั้น ก็ทำงานกับ “โดโรธี วอห์น” (รับบทโดย ออคโทเวีย สเปนเซอร์) ที่เป็นหัวหน้าแผนกจริง ๆ มาตั้งแต่ปี 1958 ในแผนก West Computer Group ครับ

    โดโรธี วอห์น ที่รับบทโดย ออคโทเวีย สเปนเซอร์ กับบทบาทที่เป็นหัวหน้ากลุ่มในหนังไม่ต่างจากในชีวิตจริง

    อย่างไรก็ตาม ความเก่งกาจและความสามารถที่เราได้เห็นในตัวอย่างของภาพยนตร์นั้นก็ไม่ต่างไปจากของจริงเช่นกัน และก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อหนังนั้นพยายามนำผู้หญิงเก่งสามคนในยุคบุกเบิก มาผูกเรื่องราวกันให้เห็นในแบบภาพยนตร์ครับ

    วิ่งไกลไปห้องน้ำ เรื่องจริงแต่คนละคน

    เราอาจได้เห็นฉากที่บิ้วมากเป็นชั่วโมง เพื่อชวนซึ้งในฉากที่มีการยกเลิกห้องน้ำคนผิวดำในที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณจอห์นสันของเรา ไม่ได้สนใจเรื่องของการหาห้องน้ำใช้ผิวสีเลย เพราะสิ่งที่เธอทำในชีวิตจริงก็คือ การทำเมินเฉย และใช้ห้องน้ำร่วมกับคนผิวขาวปกติไปแบบหน้าตาเฉย นับว่าเป็นความแสบสันต์ไม่น้อย

    ต้องวิ่งจากที่ทำงานเพื่อไปห้องน้ำที่ตัวเองใช้ได้ เป็นความจริงแต่เสนอได้ไม่ตรงตัวละครเท่าไหร่

    อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่าคณิตกรผิวดำต้องวิ่งหาห้องน้ำสำหรับคนผิวดำนั้นก็ใช่ว่าจะไม่จริง แต่เกิดขึ้นกับ แมรี่ แจ็คสัน (แสดงโดย เจเนล มูเนย์) ตัวละครเอกที่เป็นวิศวกรหญิงผิวดำคนแรกใน NASA ต่างหาก ซึ่งเราก็ได้เห็นถึงคาแรกเตอร์แบบผู้หญิงที่เป็นสาวมั่นของเธอในหนังแล้ว ในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกันครับ เพราะเธอนั้นก็หัวเสียมาก ๆ เพราะถามใครก็บอกไม่ได้ (แบบในหนังแต่เกิดกับคุณจอห์นสัน) เธอเลยมัวแต่วิ่งหาห้องน้ำคนผิวดำไปทั่วในช่วงแรกของการทำงานเลย

    แมรี่ แจ็คสัน ในชีวิตจริง กับประสบการณ์ที่เหมือนกับ แคเธอรีน จอห์นสัน ในหนัง Hidden Figures

    เชื้อชาติไม่ใช่ปัญหา ปัญหาเพราะเป็น “ผู้หญิง”

    แม้ในภาพยนตร์จะพยายามนำเสนอถึงมุมมองของการแบ่งแยกเรื่องเชื้อชาติ ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำที่เกิดขึ้นจริง “ในโลกภายนอก” นับตั้งแต่ช่วง 1950-60’s แต่ในความเป็นจริง อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำงานใน NASA นั้น มันเกิดขึ้นก็เพราะว่า แคเธอรีน จอห์นสัน รวมไปถึงตัวละครหลักอีกสองคนในหนังนั้น เป็น “ผู้หญิง” เสียมากกว่า เพราะ NASA นั้น มีนโยบายที่จ้างผู้หญิงคนผิวดำ เข้าทำงานตั้งแต่สมัยเป็น NACA ในปี 1953 ครับ

    ลองคิดบรรยากาศที่คุณฌป็นผู้หญฺงเก่งในองค์กรคนเดียว แต่ต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายทั้งนั้น

    อย่างไรก็ตาม ใน NASA เองนั้น กลุ่มเจ้าหน้าที่และวิศวกร รวมไปถึงลูกจ้าง “โดยส่วนมาก” นั้น เป็นผู้ชายกันเยอะ เลยทำให้กระบวนการทำงานจึงมีการเน้นแต่กลุ่มผู้ชายให้ทำงานกัน และมีโอกาสให้ลูกจ้างที่เป็นผู้หญฺงนั้นสอดแทรกได้ยาก ฉะนั้นแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดที่พวกเธอจะเข้าไปมีบทบาทได้ก็คือ “การแสดงความสามารถ” ออกมาให้เห็น ดั่งที่คุณจอห์นสันนั้น ได้ใช้ความสามารถในการคำนวณคณิตศาสตร์อย่างเก่งกาจจนเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

    “ให้โอกาสเธอได้ทำงาน”

    อุปสรรคจากการทำงานที่เกิดขึ้นในหนังนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ต่างจากชีวิตจริงของคุณจอห์นสันสักเท่าไหร่ แม้จะไม่ใช่เรื่องของสีผิว แต่ก็เป็นเพราะเพศอยู่ดี แต่บทสรุปที่เหมือนกันก็คือ คุณจอห์นสันนั้น ได้รับการยืนยันในความสามารถจนสามารถที่จะทำรายงานผลการคำนวณแบบในหนังได้ เพราะคำยืนยันจากบุคคล ๆ หนึ่งที่ชื่อว่า “เทด สโกปินสกี้” ที่ยืนยันกับหัวหน้างานคุณจอห์นสันอย่าง เฮนรี เพียร์สัน ที่กีดกัดบทบาทผู้หญิงมาโดยตลอดนั่นเอง

    ฉากที่อิงความจริงในชีวิตคุณจอห์นสันได้ดีที่สุด

    “แคเธอรีนควรได้ทำรายงาน เธอทำงานเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว” นั่นคือสิ่งที่สโกปินสกี้กล่าวกับเพียร์สันจนเขายอมให้คุณจอห์นสันทำรายงานได้ในที่สุด ซึ่งเป็นการบอกเล่าของคุณจอห์นสันเอง ในปี 1999 และถ้าดูดี ๆ ก็เหมือนกับที่ อลัน แฮริสัน (รับบทโดย เควิน คอสเนอร์) พูดกับ พอล สแตรฟฟอร์ด (รับบทโดย จิม พาร์สัน) ในภาพยนตร์ไม่น้อย และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณจอห์นสัน ได้แสดงความสามารถของเธอครับ

    พอล สแตรฟฟอร์ด และ อลัน แฮริสัน อาจไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่การถกเถียงและการเปิดโอกาสให้กับคุณจอห์นสันได้ทำงานอย่างเต็มที่ คือสิ่งที่มีอยู่จริงที่ยืนยันจากตัวของคุณจอห์นสันเอง

    แต่ในความเป็นจริง ตัวละครสองคนอย่างแฮริสันและสแตรฟฟอร์ดนั้น “ไม่มีตัวตนอยู่จริง ๆ” เพียงแค่อ้างอิงจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงคนอื่น และเรียบเรียงถ่ายทอดออกมาเป็นบุคคลใหม่ อย่างแฮริสันนั้น เป็นตัวละครได้รับแรงบันดาลใจมาจากสามหัวหน้าแผนกที่เคยทำงานร่วมกับคุณจอห์นสันมาก่อน รวมออกมาเป็นตัวละครเดียวในที่สุด

    ชีวิตการแต่งงาน

    ในส่วนนี้ภาพยนตร์ได้นำเสนอถูกต้อง ที่คุณจอห์นสันได้แต่งงานสองครั้ง โดยครั้งแรกนั้นกับ เจมส์ โกเบิล ในปี 1939 ซึ่งเขาเคยทำงานเป็นครูสอนเคมีมาก่อน โดยมีลูกสาวด้วยกัน 3 คนก่อนที่จะเสียชีวิตในปี 1956 ด้วยเนื้องอกในสมอง แต่ในการแต่งงานครั้งที่สองนั้นในหนังอาจวางเวลาไว้คลาดเคลื่อน เพราะคุณจอห์นสันได้แต่งงานกับ พันโท เจมส์ เอ. จอห์นสัน (รับบทโดย มาเฮอร์ชาลา อาลี) ตั้งแต่ปี 1959 แต่ในภาพยนตร์นั้น เกิดในช่วงที่กำลังปล่อยยานในช่วงปี 1962 ครับ

    คู่สามีภรรยาจอห์นสัน

    ทั้งคู่นั้นไม่ได้มีลูกด้วยกัน และมีหลานทั้งหมด 6 คน เหลนทั้งหมด 11 คน อาศัยในแฮมป์ตัน, รัฐเวอร์จิเนีย (ที่ที่เป็นที่ตั้งของแลงลีย์ สำนักงาน NASA ที่คุณจอห์นสันเคยทำงาน) โดยผู้พันจอห์นสันนั้น ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ปี 2019 เป็นชีวิตการแต่งงานที่ยืนยาวถึง 60 ปี

    ความไว้ใจจาก จอห์น เกลน

    หลังจากได้ร่วมทำงานกับทีมคำนวณจนสามารถส่ง อลัน เชฟเพิร์ด และ กัส กริสซัม ขึ้นไปบนฟ้าได้ในปี 1961 ด้วย Freedom 7 แล้ว คุณจอห์นสันก็ได้ร่วมงานกับทีมคำนวณต่อไป จนมาถึงคิวที่จะส่ง จอห์น เกลน ขึ้นไปบนอวกาศ และจะต้องโคจรรอบโลกเป็นคนแรก ซึ่งจะต่างจากครั้งก่อน ๆ ที่แค่ส่งคนขึ้นอวกาศเท่านั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คุณเกลน ได้ร้องขอให้ทีมคำนวณนั้น ให้ แคเธอรีน จอห์นสัน ได้คำนวณจุดลงจอด รวมไปถึงตรวจขั้นสุดท้ายแบบในหนังด้วย

    จอห์น เกลน (ขวา) ในวัยชรา

    อย่างไรก็ตาม กระบวนการการคำนวณที่เราเห็นก่อนส่งเกลนขึ้นอวกาศนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นก่อนปุบปับไม่กี่ชั่วโมงและเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้นขนาดนั้น แต่เป็นการคำนวณก่อนหน้าที่จะปล่อยจรวด 3-4 วัน จนมั่นใจและส่งเกลนขึ้นอวกาศไปในที่สุด แต่เรื่องที่มีการเลื่อนการส่งจรวดหลายครั้ง รวมไปถึงการที่ต้องให้ลงมาสู่พื้นโลกก่อนกำหนด คือเหตุการณ์จริง

    ความสามารถส่วนบุคคล การทำงานเป็นทีม สู่ความสำเร็จร่วมกัน

    แม้ว่าในหนังนั้น จะโฟกัสเรื่องราวของคนแค่สามคน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เน้นย้ำกลับไปยังความสำเร็จของ NASA ในเรื่องของเทคโนโลยีอวกาศจนถึงทุกวันนี้ ว่าเกิดขึ้นจากคนหลายคนที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งที่จะโดดเด่นไปกว่าเพื่อนเท่านั้น ดังที่คุณวอห์นได้พูดเอาไว้ในหนังว่า ความก้าวหน้าของคนใดคนหนึ่งนั้น จะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างได้ทั้งหมด

    หนังได้พยายามรวมเรื่องราวของสามบุคคล ที่ถึงแม้ในชีวิตจริง ไม่ได้ใกล้ชิดกันแบบในภาพยนตร์ แต่ก็สามารถถ่ายทอดและร้อยเรียงถึงเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของทั้งองค์กร จากความพยายามของคนไม่กี่คนที่ทำร่วมกัน และแสดงความสามารถของตัวเองที่เหมาะสมต่อหน้าที่ที่ได้รับ จนส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ และสร้างความสำเร็จได้ในที่สุด

    แม้ความสำเร็จของคุณอาจถูกบดบังไปบ้าง จากสิ่งที่เป็นผลงานที่ออกมาและสิ่งที่ผู้คนนั้นสามารถเห็นได้ชัดกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณได้ทำสิ่งดี ๆ และยิ่งใหญ่เอาไว้แล้ว ต่อให้มันถูกบดบังขนาดไหนสักวันนึงคนก็จะเห็นถึงคุณค่าของมัน ดังที่ แคเธอรีน จอห์นสัน ได้ทำเอาไว้ และจะเป็นที่จดจำไปตลอดกาลในหมู่นักดาราศาสตร์ แฟนหนัง และคนทุกคนครับ

    ทั้งหมดก็เป็นประวัติของ แคเธอรีน จอห์นสัน ที่นำเสนอไปควบคู่กับภาพยนตร์ครับ สำหรับใครที่ยังไม่ได้รับชมภาพยนตร์ก็ลองแนะนำให้หาชมในสตรีมมิ่งได้ครับ เพราะถือว่าเป็นหนังที่ดีจริง ๆ ส่วนคนที่รับชมแล้ว ก็หวังว่านี่จะเป็นข้อมูลที่ได้นำเสนอควบคู่ไปกับชีวประวัติจริง ๆ ของคุณจอห์นสัน และได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ สุดท้ายนี้ก็ขอฝากให้ติดตามเพจ Uknow เพื่อประโยชน์ในการติดตามบทความที่มีสาระแบบนี้ต่อไปนะครับ…Per aspera ad astra

    Nuttyctophilia
    ชอบเรื่องภูมิศาสตร์กับอ่านเกร็ดความรู้ทุกอย่าง นักเขียนไม่กี่คนในเมืองไทยที่ชอบต้นตีนเป็ด