More

    25 ปีที่น่ารำลึก ! | ย้อนส่อง SEGA กับการขับเคี่ยววงการ Console ยุค 90’s ชื่อ “Saturn”

    SourcePC Mag

    ปี 1995…ว่ากันว่ามันคือช่วงปีที่ “คอนโซล เจนฯ ที่ห้า” เริ่มเจิดจรัสชัดเจนที่สุด และหนึ่งในนั้นก็คือ “PlayStation” ของ SONY ที่ยังยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ แต่หนึ่งในนั้น…กลับมีคอนโซลยุคคลาสสิคที่แฟนเกมหลายคนอาจจะคุ้นชื่ออยู่ คือ “SEGA Saturn” ที่วางขายในเดือนพฤษภาคมปีนั้น

    เสื้ออาร์เซน่อลปี 2000-2001 ที่มี “SEGA” คาบเกี่ยวกับยุคสุดท้าย “Dreamcast”

    ในวันนี้ uKNOW นั้น จะพาย้อนกลับไปยังยุคที่หลาย ๆ คนโหยหากันอย่างยุค 90’s เพื่อส่องวงการคอนโซลของ SEGA ทั้งก่อนและหลังการมาของ Saturn รวมไปถึงคอนโซลร่วมยุค ที่เป็นทั้งคู่แข่งและหนึ่งในปัจจัยของการเสื่อมความนิยมของคอนโซลจอยรูปกระจับด้วยครับ


    จาก 16 สู่ 32 bits และการสิ้นสุดเจนฯ ที่สี่

    ในช่วงเวลาที่บรรดาคอนโซลทั้งหลายแหล่นั้นยังมีความละเอียดที่ 16 bits อยู่ และภาพก็ยังหยาบเกินกว่าที่จะเป็นรูปแบบของ 3D…การเริ่มต้นยุคนี้เกิดจากเครื่องเกมที่มีชื่อว่า TurboGrafx-16 ของ NEC ในช่วงปลายยุค 80’s และปิดยุคด้วย Super NES

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเครื่อง “Genesis” หรือที่ฝรั่งจะรู้จักกันในนามของ “Mega Drive” ที่นอกจากจะมีจุดเด่นเรื่องการเชื่อมโมเดม และรวมไปถึงลักษณะ add-on ที่สามารถเสริมคุณภาพให้มีการรองรับกราฟิกระดับ 32 bits ได้อีก นั่นจึงทำให้ SEGA มากับสโลแกนนำหลักที่พยายามขับเคลื่อนประสบการณ์ของผู้เล่น

    ด้วยเกมอย่าง Daydona ที่เป็นต้นแบบของเกม arcade แข่งรถในยุคแรก ๆ ที่เริ่มมีความละเอียดของภาพคาบเกี่ยวระหว่าง 16/23 bits ก่อนที่ท้ายที่สุด การเข็นโปรเจคต์ของเครื่องเกมที่สามารถใช้คุณภาพของภาพได้สูงขึ้นนั้น จะกลายเป็นหนึ่งในสิ่งตกผลึกเกมยุค Genesis นี้ ก่อให้เกิดเป็น “Saturn” ในเวลาต่อมา

    Genesis ทำยอดขายทะลุ 30 ล้านเครื่องทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกับ Super NES ของฝั่ง Nintendo ที่เกือบแตะ 50 ล้านเครื่องได้สูสี ฝั่งปู่นินมี Super Mario World ที่เป็นตัวชูโรง ฝั่ง SEGA เองก็มี Sonic the Hedgehog ที่ในวันนั้นยังไม่กลายมาเป็นกราฟิกสุดลื่นตาแบบที่เราเห็นในหนังกัน เป็นเกมที่ค่ายภูมิใจนำเสนออย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ทำให้ทาง SEGA นั้นยังลังเลที่จะปล่อยตัวคอนโซลรุ่นใหม่ ที่จะเน้นเรื่องของความละเอียดภาพที่จะก้าวกระโดดไปอีกขั้นอย่างเต็มตัว ก็เพราะว่าทางค่ายเองนั้นยังตัดสินใจไม่ได้เด็ดขาดว่าจะสลัดทิ้งตัว 16-bits ออกไปเลยดีหรือไม่ ในขณะที่ยอดขายของ Genesis เอง ก็ยังเรียกได้ว่า “ใช้หากิน” อยู่เรื่อย ๆ

    ทางออกในเวลานั้น จึงกลายเป็นว่า SEGA เลือกที่จะใช้ “ส่วนขยาย” ที่ได้กล่าวถึงไปในข้างต้นในการอัพเกรดกราฟิกให้เป็น 32-bits กับ “32X” ไป กลายเป็นว่า แทนที่เกมเมอร์นั้นจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ออกมาให้ได้ว้าวกันในทันที (เพราะค่ายอื่น ๆ อย่าง Atari เองก็เริ่มจะงื้อเท้าวิ่งออกไปแล้ว) กลับกลายเป็นว่าต้องใช้เงินซ้ำซ้อนในจุดนี้


    เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขัน

    หลังจากที่ลังเลในศักยภาพของตัวเองมาพอแล้ว รวมไปถึงเกิดปัญหาเรื่องของ add-on ที่ล้มเหลวในแง่ของการขายแบบสุด ๆ ก็ทำให้ SEGA เตรียมเล่น “เกมชิงจังหวะ” กับคู่แข่งที่ว่ากันว่าจะมาพลิกวงการในเวลานั้นอย่าง “SONY” สุดฤทธิ์ ด้วยการสร้างทีมาในแบบที่ข้ามรุ่นอย่างชัดเจน

    นั่นจึงทำให้เกิดปัญหาเล็กน้อย ระหว่างกลุ่มผู้บริหารทางฝั่งญี่ปุ่น คือ ฮายาโอะ นากายามะ ที่กดดันให้ทางฝั่งอเมริกา คือ ทอม คาลินสกี้ เร่งกำหนดการเปิดตัวคอนโซลรุ่นใหม่ในโซนอเมริกา จากช่วงกันยายน 1995 เป็น 11 พฤษภาคม ปีเดียวกันแทน…25 ปีที่แล้วพอดี และปล่อยให้ SONY นั้น ตามมาในช่วงกำหนดเดิมของค่ายไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

    หลายคนอาจคิดว่า SEGA ทำได้ดีในเรื่องของการชิงจังหวะ ในแง่ของการตลาด ที่เร่งปล่อยมาตัดหน้าทางฝั่ง PlayStation ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น แต่ถือได้ว่านั่นเป็นช่วงที่ค่ายนั้นต้องหัวหมุนกับการพัฒนาเครื่องคอนโซลที่เรียกได้ว่า “ยังไปไม่สุดทาง” เมื่อเทียบกับฝั่งเครื่องเทาในเวลานั้น ที่รองรับ 3D ได้แล้วแบบเต็ม ๆ

    ความลังเลใจของค่ายที่กลายเป็นอุปสรรคราคาแพงหลังจากนั้น เพราะทำให้ทีมผู้พัฒนาต้องกลับไปแก้ไขในส่วนของสินค้าของพวกเขาใหม่และปรับปรุงให้มันมีศักยภาพที่ถูกบัพขึ้นมาอีก (การปรับปรุงส่วนของ video processor ที่สุดท้ายมี VDP1 และ 2 ตามมา) ว่ากันว่ามันส่งผลกระทบให้ค่ายนั้นต้องเสียรายได้ไป 100 ดอลล่าร์ต่อ 1 เครื่องเลยทีเดียว

    แม้ว่าจะเกิดช่องโหว่ที่ทิ้งความผิดพลาดไว้อยู่หลายจุด แต่การขับเคี่ยวทางการตลาดของ “เกมยุค 3D” กับทางฝั่งของ SONY นั้น ก็ดูเหมือนว่า Saturn นั้นจะทำได้ไม่เลวเลย…ในช่วงแรก กับเกมเพลย์ที่ดูลื่นไหลดี และการชิงจังหวะที่ทำให้เกมเมอร์ ได้ของใหม่ที่ถึงมือก่อน แต่อย่างที่บอก มันก็แค่ช่วงแรกเท่านั้น

    เพราะปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นตามมาจากการที่พยายามใช้กลยุทธ์ชิงจังหวะของ SEGA คือการที่บรรดาห้างร้านเกมต่าง ๆ ในอเมริกานั้น ยังไม่ได้มีการตระเตรียมสินค้าที่เพียงพอสำหรับการขยับการขายที่เกิดเร็วขึ้น อีกทั้งจำนวนของเกมที่ปล่อยมานั้น ก็เรียกได้ว่ายังไม่ได้ใช้เรื่องของความหลากหลายได้ดีด้วย (เพราะมีไม่ถึง 10 เกมในวันวางขาย)

    กลยุทธ์ที่ใช้ความเร็ว แต่ยังไม่ได้ในส่วนของความครอบคลุมทางการตลาด จึงเปิดช่องให้ SONY ที่มาทีหลังนั้น จะเอาคืนด้วยความเจ็บแสบที่สุดในการวางขายให้หลังอีกสี่เดือนจากนั้น…คุณชิงขายก่อน งั้นถ้าผมขายแบบนี้บ้างหละ? “299 (ดอลล่าร์)” กับการเปิดตัวสุดฮือฮาด้วยกลยุทธ์การ “ตัดราคา” ที่กลายเป็นวลีอมตะจนถึงตอนนี้

    “จำนวนเกมที่มีให้เล่นมากกว่า” อาจไม่ชัด…แต่เรื่องราคาที่น้อยกว่า อันนี้ชัดแน่ (และอาจเป็นเหตุที่ทำให้ Nintendo 64 ที่วางขายในปี 1996 นั้น ราคาอยู่ที่ 199 ดอลล่าร์เท่านั้น) มันทำให้ยอดขายของฝั่ง SONY นั้นแซงตั้งแต่ยอดสั่งจองที่แตะหลักแสน รวมไปถึงยอดซื้อหน้าร้านที่แสนเช่นกัน ส่วน SEGA…นั่งมองตัวเลข 8 หมื่นในช่วงเปิดตัวไปพลาง ๆ

    นากายามะและคาลินสกี้ ลาออกจาก SEGA พร้อมกันในปี 1996 ที่ Nintendo 64 วางขาย และหลังจากนี้จะกลายเป็นลมหายใจสุดท้ายของค่ายในวงการคอนโซล


    เดิมพันสุดท้ายกับ “Dreamcast” ปิดฉาก 18 ปี

    Nintendo 64 ที่มากับพร้อมการรองรับภาพแบบ 3D นั้น กลายเป็นหนึ่งในหมัดเด็ดที่ทำให้ฝั่ง SEGA ยิ่งจุกอกตามไปอีก จากการที่ค่ายยังปล่อยให้ Saturn นั้น ยังง่วนอยู่กับการแบ่งพอร์ตเกมบางส่วนที่ยังกลับไปตีตลาดกับ Genesis อยู่ด้วย กลายเป็นว่าผู้มาก่อนนั้น เหมือนจะกลายเป็นกระต่ายที่โดนเต่าแซงไปในที่สุด

    ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องหาเหตุผลแบบชัดเจนว่า เพราะอะไรที่ทำให้ “Dreamcast” นั้น กลายเป็นคอนโซลที่ดูล้มเหลวที่สุดในเจนฯ ที่หกของคอนโซล ที่กินเวลาอย่างยาวนานจนถึงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเหตผุลประกอบที่ส่งให้มันเป็นความล้มเหลวที่ชัดเจนนั้น คือการที่มันหยุดการผลิตไวที่สุดในเมนคอนโซล (เลิกทำปี 2001)

    การเดิมพันครั้งสุดท้าย ที่มาพร้อมกับการวางระบบคอนโซลที่ล้ำยุคเกินพอแล้วนั้น จึงกลายเป็นการตื่นตัวเมื่อสายไป หรือจะเรียกได้ว่ามันกลายเป็นกระดุมเม็ดสุดท้าย ที่ผู้ชายติดกระดุมที่ชื่อ SEGA เพิ่งมารู้ตัวว่าติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก ๆ แล้ว แต่มันต่างกันตรงที่ มันไม่ได้กลับไปแก้ใหม่เหมือนเสื้อผ้าแบบนั้น

    ด้วยยอดขายที่เกิน 9 ล้านเครื่องไปนิดหน่อย บวกกับราคาที่ตัดมาเป็นมาตรฐานของมันแล้วคือ 199 ดอลล่าร์ (ในแง่ของขีดจำกัดทางเทคโนโลยี) ก็ทำให้มันยังพอมีตัวเลขที่ดีบ้างในแง่ของการตลาด และหลังจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องของ “PlayStation” และ “Xbox” ไปโดยสมบรูณ์กับราคาที่แพงกว่า…แต่ครบเครื่องกว่า


    เจ็บปวดที่งดงาม

    แม้ว่าช่วงเวลาในการครองยุค 90’s ของ SEGA นั้นจะมีแค่ช่วงสั้น ๆ แต่การทิ้งความทรงจำดี ๆ แก่ชาวเกมนั้นคือหนึ่งในสิ่งที่เกมซีรีส์จากคอนโซลค่ายนี้ทำได้ดี ปัจจุบันนั้นยังมีเกมบางส่วนที่ยังได้รับการต่อยอดตามมาอยู่บ้าง ตัวอย่างที่ชัดเลยคือ Shenmue ที่เพิ่งมีภาคล่าสุด (พร้อมกับดราม่าเรื่องระดมทุนพัฒนาเกม)

    และสิ่งที่เด่นชัดที่สุดอีกอย่างก็คือ คุณภาพของคอนโซล ที่เรียกได้ว่ามันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ถือว่าเป็นผลลัพธ์ของ “ความตั้งใจทำ” ที่เห็นผลชัดในเรื่องของคุณภาพได้มากกว่ารุ่นก่อน ๆ ด้วยในบางแง่มุม จึงทำให้คะแนนรีวิวของมันนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่น้อย และทุกวันนี้ ก็ยังมีคนพูดถึง “Dreamcast” อยู่เรื่อย ๆ

    ช่วงเวลาของคอนโซลจาก “SEGA” จึงสิ้นสุดลงไป ด้วยผลลัพธ์ที่ทิ้งไว้ให้เห็นชัด ในเรื่องของคุณภาพที่สามารถพัฒนาได้ดีส่งท้ายตามที่เคยตั้งใจไว้ ซึ่งก็น่าคิดต่อว่า ถ้าทุกวันนี้โลกยังมีคอนโซลจากค่ายนี้พัฒนาต่อมาอีก วงการเกมนั้นจะเป็นเช่นไรต่อกัน?…ถ้ามัน ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ในยุคของ Saturn


    สรุปบทความ – พัฒนาผิดพลาดหรือการตลาดล้มเหลว?

    • จากข้อมูลบางส่วนนั้น ยังคงมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้น้ำหนักในเรื่องของการวางแผนทางการตลาดในอเมริกาเหนือ ที่ล้มเหลวในเรื่องของการทำยอดขายในระยะยาวมากกว่า จากการที่เร่งขายเครื่องก่อนกำหนด
    • อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและรองรับเกมของ Saturn นั้น ยังไม่สามารถข้ามขีดจำกัดเดิมไปได้ ซึ่งเกิดจากความลังเลในเรื่องของการที่ยังต้องการใช้พอร์ทเกมเพื่อรองรับคอนโซลรุ่นเก่าด้วย (ที่เป็น 16-bits)
    • การใช้ add-on เพื่อเสริมศักยภาพของตัวเครื่อง เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด เพราะเป็นการผลักภาระให้กับลูกค้าในเรื่องของการซื้ออุปกรณ์และเพิ่มค่าใช้จ่าย อีกทั้งเป็นการตอกย้ำว่าตัวคอนโซลที่มีอยู่นั้นยังด้อยศักยภาพในบางส่วน
    • ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้น ส่งผลให้คอนโซลค่ายอื่นอย่าง SONY, Nintendo และผู้มาใหม่อย่าง Xbox มั่นใจที่จะผลักดันขีดจำกัดของคอนโซล เพื่อให้ใช้ศักยภาพเครื่องได้เต็มที่ที่สุด

    เป็นยังไงบ้างครับกับบทความนี้ หวังว่าจะถูกใจกันนะครับ เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีของ Saturn นี้ สุดท้ายก็ฝาก กดไลก์กดแชร์เช่นเดิมให้แก่ uKNOW กันด้วยนะครับ แล้วเจอกันในบทความต่อไปจ้า

    Nuttyctophilia
    ชอบเรื่องภูมิศาสตร์กับอ่านเกร็ดความรู้ทุกอย่าง นักเขียนไม่กี่คนในเมืองไทยที่ชอบต้นตีนเป็ด